| Profilo di asiponเข้ามาทำไมFotoBlogElenchi | Guida |
|
เข้ามาทำไม12 dicembre อากาศดีๆท้องฟ้าก็สวยงาม พระอาทิตย์ตื่นสาย
นี่คือเนื้อร้องของเพลง "อากาศดีๆ" ของ Nursery Sound วงอินดี้สุดเก๋า เก๋ามาก หน้าตานักร้องเป็นอย่างไรข้าพเจ้ายังไม่รู้เลย รู้แต่ว่าวงนี้มีเพลงเพราะๆ อยู่หลายเพลง และมีเพลงนี้ เป็นเพลงที่เพราะมาก ข้าพเจ้าได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกตอนสมัยเรียนปีสองที่รังสิต ฟังแล้วอยากหาคนมากอดตอนเช้าๆ แบบในเพลงมาก แต่เหลียวซ้ายก็เจอไอ้ก๋อยส์ มองขวาก็เห็นไอ้นัท โอวว... แม่เจ้า ฟังเพลงเฉยๆ ต่อไปตามเดิมดีกว่า
สวัสดีครับพี่-น้อง วันนี้หลังจากดูฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จบตอนเกือบๆ ตี 5 ข้าพเจ้าก็เร่งรีบปั่นงานให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ก่อนจะออกมายืนรอรถเมล์สาย 26 เจ้าประจำมารับกลับบ้าน ข้าพเจ้าเพิ่งมารู้เองว่า รถเมล์ในยามเช้าเวลา 6 โมงตรงนั้น มันจะเต็มไปด้วยคนเรียบร้อยแล้ว อาจจะไม่เบียดกันเป็นปลากระป๋อง แต่ไม่มีที่นั่งให้หย่อนก้นแน่นอน ข้าพเจ้าก็ทนยืนเก็กไปได้สักพัก พอรถมาถึงศรีปทุม ที่นั่งจึงจะเริ่มว่างลงหน่อย และแน่นอนว่าหลังจากเมื่อยขาและง่วงมานาน ไม่แปลกเลยที่ยังไม่ทันถึงเมเจอร์ รัชโยธิน ข้าพเจ้าก็ได้หลับไปเรียบร้อย ข้าพเจ้ามาได้สติสัมปัชชัญญะอีกทีที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 อืมมม... บ้านข้าพเจ้าอยู่สะพานควาย แล้วข้าพเจ้ามาหมอชิต 2 ทำแมวน้ำอะไร แน่นอน ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะมาหรอก ข้าพเจ้านั่งหลับเลยป้ายที่จะลงต่างหาก ข้าพเจ้าได้แต่ถามตัวเอง ว่า เข้าทำไม ? และเพราะอะไร? แต่ยังไม่ทันที่จะได้รับคำตอบข้าพเจ้าก็ได้อุทานกับตัวเองอย่างแผ่วเบาตามสไตล์ น้องบี ปี 3 ว่า "สราดดดดด...." ว่าแล้วข้าพเจ้าก็ค่อยๆ ก้าวเท้าลงจากรถอย่างช้าๆ แต่มั่นคง เหลียวซ้ายแลขวาว่าจะกลับบ้านอย่างไรดี จะให้ขึ้นรถเมล์ ก็ต้องกลับไปวนที่รัชโยธินอีกรอบ ส่วนจะให้นั่ง taxi กลับเลยก็ดูจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินทองเกินไป แถมไม่เท่เอาซะเลย ข้าพเจ้าเลยตัดสินใจประชดชีวิตด้วยการเดินกลับแม่งเลย สะใจดี โดยตั้งใจว่าจะเดินทะลุสวนสาธารณะสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าไปทะลุที่ ตลาดเจ.เจ ไปเรื่อยๆ คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นจนเกินไป สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ เป็นสถานที่ที่ข้าพเจ้าเคยผ่านมา แล้วก็ผ่านไป หลายต่อหลายรอบ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมเลยสักครั้ง การได้มาเดินในสถานที่อากาศดีๆ ในเวลา 06.30 น. ดูไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดกับชีวิตชายไทยของข้าพเจ้าได้เลย ก่อนเข้าก็ขอดูป้ายแผนที่เสียหน่อยเนื่องจากพื้นที่ใหญ่เอาการอยู่ แต่ดูไปก็ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นเท่าไร เดินมั่วไปเรื่อยๆ ดีกว่า รวมๆ แล้วก็สวยดี ดอกไม้เยอะมาก สีสันสวยสด อากง อาม่า มาวิ่งกันบ้างประปราย ข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางไป พลางก็คิดว่า "เมื่อยขาจัง รู้งี้ขึ้น taxi ดีกว่า ไม่น่าเลย" แต่ในเมื่อหลวมตัวเข้ามาข้างในขนาดนี้แล้ว คงทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินต่อไป ลุงๆ ป้าๆ คนไหนถ้าหากวิ่งกันอยู่เมื่อตอนเช้า ก็คงจะเห็นชายไทยคนหนึ่งที่ดูแปลกแยกจากคนส่วนใหญ่ในสวน หน้าตาดูมึนๆ หัวฟูๆ เดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย สายตาเหม่อๆ มองดูต้นไม้ ลำธาร ส่วนปากก็ฮัมเพลงเบาๆ ให้ตัวเองฟังแก้ง่วงและแก้เหงาไปตลอดทาง เท่ดีนะ แต่เหนื่อยมากเลย
27 ottobre bodyslamนี่แหละคือชีวิตที่ต้องการ นี่คือเนื้อร้องของเพลง "Bodyslam" ของ วง Bodyslam ในอัลบั้ม Drive อัลบั้มที่สองของพวกเขาเมื่อปี 2546 ข้าพเจ้าชอบเพลงๆ นี้มาก เนื้อหามันช่างโดนใจ ได้อารมณ์ เหมาะกับวิถีชีวิตประจำวันของตัวข้าพเจ้าดี เวลาที่ข้าพเจ้าอารมณ์ดี ถ้าได้ฟังเพลงนี้แล้วจะมีความรู้สึกฮึกเหิม ๆ ๆ ๆ แต่ข้าพเจ้างงอยู่อย่างยึงว่าทำไมข้าพเจ้าไม่เห็นรู้จักเพลงนี้ในตอนที่มันออกอัลบั้มเลยฟระ เพิ่งมารู้จักตอนช่วงหลังๆ นี่เอง อะไรกันเนี่ย สวัสดีครับพี่-น้อง เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่มีการจัดแสดงคอนเสิร์ต bodyslam SAVE MY LIFE concert ที่สนามอินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก โดยข้าพเจ้าก็ไปซัดบัตรราคา 600- มา 1 ใบ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่ามันเป็นราคาบัตรที่ถูกที่สุด และเป็นบัตรยืน โดยมีบรรดามิตรรักที่เอิร์นส์ท อย่าง โกโก้, อมร, บอย, แม็ค คอสต้า และพี่เอ้ย มาดูกันอย่างพร้อมเพรียง ข้าพเจ้าเริ่มออกเดินทางมาโดยรถเมล์ สาย ปอ. 44 เริ่มต้นจากสะพานควาย แล้วไปลงสุดสายที่แฮปปี้แลนด์ ก่อนจะต่อสายอะไรอีกซักสายก็ไม่รู้จำไม่ได้ ไปที่สนามราชมังคลา อืมมม... นี่ข้าพเจ้าจะเขียนย่อหน้านี้ขึ้นมาทำไมกันนะ ไร้สาระจริงๆ ประตูเปิดตอน 1 ทุ่มตรง และด้วยความประมาททำให้เมื่อถึงเวลาประตูประตู ข้าพเจ้าก็ต้องไปพบการต่อแถวเข้าอินดอร์ที่ยาว ย้าว... ยาวมาก..... ยาวจริงๆ จนชวนให้จิตใจห่อเหี่ยว ไม่รู้ว่าคนที่มันมาต่อคนแรกมันมารอตั้งแต่กี่โมง โดยก่อนเข้าไปภายในจะมีการตรวจร่างกาย เพื่อป้องกันอันวัตถุตรายต่างๆ เช่น ระเบิดมือ มีดสปาร์ต้า เข็มขัด และวัตถุที่ใช้บันทึกภาพได้ เช่น กล้องวีดีโอ และกล้องถ่ายรูป ซึ่งก็แน่นอนซะเหลือเกินว่าข้าพเจ้า ก็พกกล้องถ่ายรูปไป 1 ตัว แต่ด้วยความที่ไม่อยากฝากเจ้าหน้าที่ไว้ข้าพเจ้าจึงแอบเก็บมันยัดลงไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ซะ พอถึงคิวข้าพเจ้าถูกค้นตัวข้าพเจ้าก็พยายามทำหน้าตาใสซื่อเผื่อว่าเจ้าหน้าที่เค้าจะให้ผ่านเนียนๆ ไปเลย แต่ชีวิตจริงของคนเรามันไม่ง่ายขนาดนั้น ข้าพเจ้าโดนตรวจค้นจนได้ ตำรวจมาจับบริเวณกระเป๋ากางเกงข้าพเจ้าทางด้านนอกพร้อมกับถามว่า "นี่อะไร ?" ข้าพเจ้ารู้สึกเซ็งเล็กน้อยที่แผนการไม่สำเร็จก่อนตอบไปอย่างเรียบง่ายว่า "กล้องถ่ายรูปครับ" ตำรวจคนนั้นเมื่อได้ยินคำตอบ ก็เลยจัดการโบกมือให้ข้าพเจ้าเข้าไปข้างในได้เลย ข้าพเจ้าก็เดินผ่านตำรวจคนนั้นไปพร้อมกับคิดในใจไปตลอดทางว่า "อ้าว... สาด...อะไรกันเนี่ย" พอประมาณ 19.30 เพลงแรกของคอนเสิร์ตก็ดังขึ้น และแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็น "เอะอะก็ว่าร้ากกกกกกกกกก... เออะก็คิดถึงงงงงงงง..." ต่อด้วย "ชีวิตเป็นของใคร... ของเราไง.. โว้ว" ต่อจากนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้วนอกจาก กระโดด ๆ ๆ โยกหัว ๆ ๆ แหกปาก ๆ ๆ ไปตามแต่พี่ตูน บังคับบัญชา วันนั้นไม่ว่าพี่ตูน จะทำอะไรก็จะไดรับเสียงกรี๊ดดดดดดดดด...จากมิตรรักแฟนเพลงอย่างอื้ออึง ซึ่งน่าสงสัยจริงๆ ว่าคนกรี๊ดนี่มันไม่เจ็บคอบ้างรึไง และหลายๆ จังหวะเป็นการกรี๊ดแบบไม่มีเหตุผล แบบว่าชีวิตเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เช่นมีจังหวะนึงที่พี่ตูน เดินไปเดินมา แล้วก็นั่งลงกับพื้น กรี๊ดดดดดดดดดด... !!! (?) จากคอนเสิร์ตครั้งนี้ ข้าพเจ้ายอมรับอย่างนึงเลยว่าเพลงช้าของอัลบั้มล่าสุดนี่สุดยอดทุกเพลง และพี่ตูน ร้องสดได้อารมณ์บาดจิตใจบางๆ ดวงนี้ของข้าพเจ้ามาก มีอยู่ช่วงนึงที่ชาวคณะบอดี้สแลมจัดเพลง ปลายทาง + ขอบคุณน้ำตา + นาฬิกาตาย มาสามเพลงซ้อนนี่ เกินคำบรรยายจริงๆ ช่วง peak ของคอนเสิร์ต ก็น่าจะเป็นจังหวะที่เล่นเพลง หวั่นไหว + คนที่ถูกรัก 2 เพลงไม้ตาย ที่เล่นเมื่อไหร่รับประกันได้ว่าคนดูต้องตายเรียบ โดยเฉพาะพวกที่เป็นบัตรยืนราคาถูกแบบข้าพเจ้าที่มักจะกระโดดจนลืมตัว ไอ้ที่ตอนกระโดดในเพลงมันก็มันส์ดีนะ แต่พอเพลงจบปุ๊บ ทำไมมันถึงเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บแปลบตามไขข้อ แถมยังเสียงแหบ เจ็บคอ กระหายน้ำ เพราะตะโกนมากเกินไป แถมยังหน้ามืด ตาลาย คล้ายจะเป็นลมด้วย ข้าพเจ้าขอบอกตามตรงว่าหมดเรี่ยวหมดแรงโดยสิ้นเชิง ถ้าเป็นในเกมวินนิ่งก็ลูกศรปักลงสีเทา ทำอะไรไม่ไหว ได้แต่รอเวลาคอนเสิร์ตจบเท่านั้น แต่ตามธรรมเนียม เมื่อคอนเสิร์ตจบมันจะต้องมีเสียงคนดูตะโกนว่า "เอาอีก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ " ให้ บอดี้สแลม ออกมาอีกรอบ ซึ่งในเวลานั้นข้าพเจ้าไม่มีแรงตะโกนอะไรแล้ว ได้แต่เพียงบ่นกับตัวเองเบาๆ ว่า "ออกมากันเร็วๆ ได้มั้ยสาด... จะเป็นลมแล้วโว้ย" และพี่ตูน ก็ไม่ทำให้แฟนเพลงผิดหวัง ออกมาซัดต่ออีก 3-4 เพลง เยี่ยมมากครับพี่ตูน สุดยอดจริงๆ ร้องได้ไงไม่รู้เสียงไม่มีตกเลย เจ๋งมาก และตอนที่โปรยแบงค์ในเพลง "คนมีตังค์" นี่ เท่ดี คิดได้ไง
09 ottobre คืนหนึ่งในกรุงเทพหากเธอ... ได้ยิน... เพลงผ่าน สายลม
นั่นคือ... เพลงที่ฉัน ฝาก... ไป... นี่คือเนื้อร้องของเพลง "คืนหนึ่งในกรุงเทพ" ของวง Friday จากอัลบั้มแรกของพวกเขา Friday I'm in love เมื่อปี 1997 10 ปีผ่านไป เพลงนี้ยังคงมีเปิดแบบผ่านๆ ให้ฟังอยู่เรื่อยๆ นานๆ ครั้ง ไม่ค่อยบ่อย แต่ก็ไม่เคยหายไปตามกาลเวลา
สวัสดีครับพี่-น้อง
อย่างที่ทราบกันดีว่าชีวิตของข้าพเจ้าในช่วงหลังมักจะมีความผูกพันธ์กับช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกดินมากกว่าแต่ก่อน บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าต้องเดินทางออกไปทำงานแล้วเดินสวนกับมิตรสหายที่เพิ่งจะเลิกงาน กำลังจะกลับที่พักอาศัย การเดินทางยามค่ำคืนมีประโยชน์อยู่ประการหนึ่งนั่นก็คือ ข้าพเจ้าสามารถหลีกเลี่ยง ไม่ต้องไปพบเจอกับการจราจรที่แสนติดขัดอย่างที่เคยเจออยู่เป็นประจำ ส่งผลให้ข้าพเจ้ามีเวลาไปทำเรื่องไร้สาระให้กับชีวิตได้อีกเล็กน้อยในแต่ละวัน เมื่อคืนนี้ก็เป็นอีกค่ำคืนธรรมดาที่ข้าพเจ้าออกไปทำงานในเวลา 4 ทุ่มตามปรกติ ด้วยรถประจำทางสาย ปอ.26 ซึ่งดึกดื่นคืนนี้เป็นโชคดีที่คนยังไม่แน่นจนเกินไปนัก พลันขึ้นรถได้ข้าพเจ้าก็ไม่รอช้าที่จะก้าวเท้าฉับ ๆๆๆ ไปที่เบาะหลังสุด พร้อมกับนั่งลงที่มุมในสุดของรถ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกดดันโดยบรรดาเด็ก สตรี คนชรา ที่อาจจะขึ้นตามมาในภายหลัง เพราะปรกติที่นั่งแถวสุดท้ายของรถเมล์นี้จะไม่ค่อยมีใครนั่งนอกจากบรรดาเหล่าชายโฉดอย่างข้าพเจ้าเท่านั้น
ที่นั่งแถวหลังสุดของ ปอ.26 จะสามารถนั่งเรียงกันได้ 5 คน ซึ่งคืนนั้นข้าพเจ้าจะนั่งในตำแหน่ง A ติดกระจก แล้วมีคู่ชายหญิง 2 คนมาด้วยกันนั่งในตำแหน่ง B,C ส่วนอีก 2 ที่ D,E ก็เป็นผู้ชายธรรมดาๆ นั่งอีก 2 คนเต็มพอดี คู่ชายหญิงที่มาด้วยกันข้างๆ ข้าพเจ้านั้นคุยกันอย่างสนุกสนานร่าเริงบันเทิงใจตลอดเส้นทางตั้งแต่ขึ้นรถมา ข้าพเจ้าเองก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่ยเปื่อย ในช่วงเวลาอันแสนเงียบงัน ทั้งคันรถมีเพียงเสียงของ 2 คนนั้น และเสียงเครื่องยนต์ดังควบคู่กันไปอยู่หลายนาที
จนสักพักนึงก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศทั้งหมด "ข้าวววใจที่เค้าพูดม้ายยย" ข้าพเจ้าหันไปดูด้วยความงง มันคือเสียงผู้ชายในตำแหน่ง D พูดกับคู่ชายหญิงในตำแหน่ง B,C ซึ่งจากเสียที่ได้ยินทำให้รู้ได้ว่าไอ้ส้นทีนนรกแตกนี่เมาปลิ้นมาแน่นอน มันถามย้ำอีกครั้งว่า "แล้วข้าวววใจที่เค้าพูดม้ายยย" รถทั้งคันเงียบกริบ ด้วยความงงเช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่ตะลึงงัน พร้อมกับพูดในใจเบาๆ ว่า "ไอ้สาดดด... มึงเมาแล้วมึงจะไปยุ่งอะไรกับเค้าวะเนี่ย" คู่ชายหญิงในตำแหน่ง B,C อึ้งแดกส์ อยู่สักพักก่อนตั้งสติได้ จึงจัดการตัดปัญหาด้วยการย้ายไปนั่งที่เบาะว่างๆ ทางด้านหน้ารถแทน ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมเค้าทั้งสองที่เลือกวิธีแก้ปัญหาได้ดีมากๆ เพราะการเถียงอะไรกับคนเมานั้นไม่มีประโยชน์อันใดเลย แล้วข้าพเจ้าก็คิดในใจขึ้นมาได้ว่า "อ้าว เจ๊ดโด้ มึงไปทั้งคู่แบบนี้กูก็ซวยสิค้าบบบบ..."
เวลานี้ในเบาะแถวหลังสุดเหลือข้าพเจ้าในตำแหน่ง A และ ไอ้หนุ่มหมัดเมาในตำแหน่ง D และ คุณผู้ชายสุดซวยอีกคนหนึ่งในตำแหน่ง E ถึงตอนนั้นข้าพเจ้ายังคงนิ่งอยู่ อ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำหน้าโหดขู่มันว่าอย่ามายุ่งกะกูนะโว้ยยยย.... พลางคิดในใจว่าจะเอาไงดี เพราะการจะให้ข้าพเจ้าลุกขึ้นเดินไปนั่งเบาะหน้าเลยในทันทีมันก็ดูจะแต๋วแตก ปอดแหก เกินไปหน่อย เพราะอย่างน้ยก็ยังมีชายในตำแหน่ง E ที่ซวยกว่าข้าพเจ้าอยู่ เนื่องจากดันนั่งติดกับมันแล้วไม่สามารถย้ายไปนั่งตรงไหนได้เพราะโดนไอ้หนุ่มหมัดเมานั่งปิดทางออกอยู่
ค่ำคืนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าทำไมรถเมล์มันขับช้าจังว้า ไม่ถึงที่ทำงานซักกะที นั่งไปซักพักไอ้หนุ่มหมัดเมาเริ่มเสียการทรงตัว นั่งตรงๆ ไม่ค่อยได้ ต้องเอามือไปเท้าโน่นเท้านี่ โดยเฉพาะผู้ชายในตำแหน่ง E นี่น่าจะเซ็งเป็ดมาก เพราะถ้าไอ้นี่มันเกิดอ้วกแตกหรืออะไรขึ้นมา พี่แกจะรับเละเลยคนเดียว แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงด้วยดี เมื่อไอ้เมาถึงที่หมายลงจากรถไปโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับความโล่งใจของผู้โดยสารทุกคนที่เหลือ ข้าพเจ้าหันไปส่งยิ้มสยามเป็นกำลังใจให้กับพี่ผู้ชาตำแหน่ง E 1 ที เพราะถ้าข้าพเจ้าเป็นพี่เค้านี่คงต้องยอมแต๋วแตก ย้ายที่นั่งแน่ๆ ไม่รู้พี่แกทนได้ไง สุดยอดจริงๆ
28 settembre บ้าบอ ( spoil )บ้าบอฉันคงไม่บ้าพอ
ที่จะรักคนที่บ้าบอ
ให้รักแล้วไม่เคยพออยางเธอ
นี่คือเนื้อร้องเพลง "บ้าบอ" จากอัลบั้ม juicy ของวง ซิลลี่ฟูล สุดยอดวงดนตรีร็อคของประเทศไทยแลนด์ที่ปัจจุบันแยกวงกันไปออกอัลบั้มกันเองแล้ว เพลงนี้เป็นเพลงที่มันสุดทีมทุกทีที่ได้ยินได้ฟัง เข้าหูเมื่อไรต้องมีกระโดด โยกหัว เสียดายเหมือนกัน ยังไม่น่าแยกลงเลย ให้ตายเถิด
สวัสดีครับพี่ - น้อง
เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าใช้เวลาว่างยามเย็นหลังจากตื่นนอนไปกับการดูหนังที่สุดบ้าบอเรื่อง Shoot 'em up หรือในชื่อภาษาไทยว่า"ยิงแม่งเลย" ขอย้ำอีกทีว่าหนังมันชื่อว่า "ยิงแม่งเลยค้าบบบ.. พี่น้อง" นำแสดงโดย ไคลฟ์ โอเว่น พระเอกที่หน้าบึ้งตลอดเวลา ข้าพเจ้าเคยดูหนังที่เค้าเล่นอยู่หลายเรื่องด้วยกัน (inside man, closer, sin city , gosford park) ซึ่งก็แทบจะไม่เคยเห็นเค้ายิ้มเลย ซึ่งก็ดูเหมาะดีกับบทในเรื่องนี้ที่ไม่ต้องทำอะไรมานอกจาก ยิง ๆ ๆ ๆ แม่งเลย
หนังเรื่องนี้เข้ามาฉายแบบเงียบๆ ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงเท่าไรนัก ข้าพเจ้าชอบชื่อหนังเรื่องนี้มาก ไม่รู้ว่าคนตั้งชื่อมันคิดได้ไง มันทั้งโดนใจ ได้อารมณ์ และเข้ากับเนื้อเรื่องของหนังมากๆ เรื่องเริ่มตรงที่พระเอกกำลังนั่งกินแครอทอยู่ที่ป้ายรถเมล์ แล้วจู่ๆ ก็มีผู้หญิงท้องคนนึงวิ่งผ่านหน้าไปพร้อมเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเปลี่ยว พร้อมกับมีผู้ชายที่ดูออกตั้งแต่แรกว่าเป็นตัวร้ายวิ่งตามมา ซึ่งก็แน่นอนว่าพี่พระเอกแกด้วยสำนึกดีสังคมดี ต้องตามเข้าไปช่วยแน่นอน จบฉากที่หนึ่ง กินเวลาประมาณ 1 นาทีครึ่ง ซึ่งฉากนี้เป็นฉากเดียวในเรื่องที่ไม่มีการยิงแม่งเลย
เพราะนับตั้งแต่เพลง "Breed" ของ Nirvana ดังกระหึ่มขึ้นในฉากต่อไป ตลอดเวลา ชั่วโมงกว่าๆ ของหนังมีแต่การ ยิง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แม่งเลยโว้ยยยยยยยยยยยยยยยย..... ซึ่งสิ่งที่เราจะได้เห็นก็คือ ยิงแม่งเลยในห้องน้ำ, ยิงแม่งเลยในร้านอาหาร, ยิงแม่งเลยตอนกำลังทำคลอด, ยิงแม่งเลยบนท้องฟ้าตอนกำลังโดดร่ม, ยิ่งแม่งเลยในฉากเลิฟซีน ระหว่างยิงไป พี่พระเอกแกก็จะกินแครอทไปด้วยซึ่งไม่รู้ว่ามันเอามาพกไว้ตรงไหนเพราะพี่แกกินทุกฉากตั้งแต่ต้นจนจบ และที่คลาสสิกเหนือสิ่งอื่นใดตามตำรับหนัง action ทั่วไปก็คือ ปืนพระเอกจะกระสุนหมดยากมาก และพระเอกจะไม่มีวันโดนยิงหรือถ้าโดนก็จะโดนที่ต้นแขน ส่วนผู้ร้ายบางตัววิ่งมาเห็นแค่ติ่งหูก็โดนยิงตายแล้ว ยังไม่ทันเห็นหน้ามันเลย
หนังยาว 1 ชม.ครึ่ง ไม่มีช่วงไหนให้ง่วงเลย ให้คะแนนในฐานะหนัง action มันอาจจะไม่ได้ดูเท่เหมือน The Matrix หรือมันสุดทีนอย่าง Terminator 2 แต่เมื่อบวกกับความฮา และ ไอเดียสุดกวน ชนิดดูไปต้องอุทานในใจไปด้วยว่า "ไอ้เจ็ดโด้ คิดได้ไงวะเนี่ย" ก็เอาไปเลย 8 คะแนนเต็ม 10
เหนือสิ่งอื่นใดขอปรบมือให้คนตั้งชื่อเรื่องสุดบ้าบอนี้ซัก 20 ที ในฐานะชื่อหนังยอดเยี่ยมในรอบ 25 ปี เพราะถ้าเปลี่ยนชื่อจาก "ยิงแม่งเลย เป็นชื่ออื่นเช่น ยิงพวกเขาเลยครับ, ยิงส้นตีนนรกแตก, ยิงสิจ๊ะ หรือ ยิงกันนะ จุ๊บ จุ๊บ มันคงจะไม่ได้อารมณ์สุดขีดแบบนี้แน่นอน
11 settembre time machineอยากกลับไป สู่โลกใบนั้นอีกครั้ง
ให้เวลาย้อนกลับหลัง ที่มีเธอกับฉัน จับมือไว้ อยู่ในดินแดนแห่งฝัน กลับสู่วังวน แห่งวันนั้น วันที่เคยผ่านมา นี่คือเนื้อร้องของเพลง "time machine" เพลงของวง "2 Days Ago Kids" สุดยอดวงดนตรี ที่รวบรวมเซียนในวงการเพลงไว้อย่างมากมาย ที่มารวมกันเฉพาะกิจออกอัลบั้มมา 1 อัลบั้ม โดยมีเพลงโคตรฮิตมหากาฬ อย่าง "กลับมา" เป็นทีเด็ดที่ใครๆก็รู้จักกันดี ส่วนเพลง "time machine" นี้ร้องโดย พี่โป้ โยคี เพลย์บอย
สวัสดีครับพี่-น้อง
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นวันหยุดของข้าพเจ้าครับ เดี๋ยวนี้ตั้งแต่เปลี่ยนงานใหม่ ข้าพเจ้าเหลือวันหยุดเพียงอาทิตย์ละ 1 วัน ดังนั้น ไหนๆ เป็นวันหยุดทั้งที มันต้องมีอะไรพิเศษกันหน่อยนึง ข้าพเจ้าจึงตกลงนัดกับ เซียะ ว่าจะไปหา แบงค์ (หรือที่ เซียะ เรียกว่า เบ๊ง) กันที่ จ.ชลบุรี
แบงค์ เป็นหนึ่งในสมาชิกชายโฉดร่วมกลุ่ม จ.จาน บานตะไท ของข้าพเจ้าเอง แบงค์ เป็นเจ้าของตำนาน ตัดสินใจออกเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนที่ จ. แพร่ มาร่ำเรียนที่ธรรมศาสตร์ เพราะว่าต้องหนีหนี้โต๊ะบอลจากภาคเหนือมา แถมมันยังเป็นคนที่มีแนวคิดอิสระไม่เหมือนใคร เรียนจบปุ๊บ แบงค์มุ่งออกจากกรุงเทพมหานคร ไปทำงาน ตั้งรกราก มีครอบครัว เลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย อยู่ที่เมืองชล แล้วก็ไม่กลับมาหาเพื่อนๆ อีกเลยตราบจนปัจจุบัน และด้วยความขยันขันแข็งของมัน ในทุกวันนี้คนที่มีเงินเดือนเยอะที่สุดในกลุ่มก็น่าจะเป็นไอ้แบงค์เนี่ยแหละ
ข้าพเจ้าเริ่มออกเดินทางจากเอกมัย ตอนเวลา 18.30 น. ของวันเสาร์ ไปถึงชลบุรีประมาณ 2 ทุ่ม กิจกรรมแรกที่ได้ทำเมื่อเท้าถึงพื้น คือไปดูบอลกันที่ร้านส้มตำใจกลางเมือง ระหว่าง 3 ทุ่ม - 5 ทุ่ม ลุ้นบอลไป กินส้มตำไป คุยโน่นคุยนี่ไป เซียะสั่งส้มตำไทยใส่ปู แต่มันไม่ยอมกินปู ข้าพเจ้าถามมันว่าทำไมไม่กินวะ มันก็บอกว่าไม่ชอบกินปู มันอยากสั่งเฉยๆ อืมมม... แป๊บเดียวเวลาก็เดินผ่านไป 2 ชม. พอบอลจบ แบงค์ ก็พา ข้าพเจ้า และ เซียะ เดินไปที่หอมันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านมากนัก เพื่อเตรียมดูบอลอีกคู่นึงที่กำลังจะเริ่มเตะตอน 5 ทุ่มครึ่ง แต่ในห้องของมันมีสิ่งหนึ่งที่เรียกความสนใจจากฟุตบอลคู่ แมน.ยู - ซันเดอร์แลนด์ ที่กำลังจะเริ่มเขี่ยลูกกันในอีกไม่กี่นานทีข้างหน้า ไปแบบหมดสิ้น นั่นก็คือ... อย่าบอกนะว่า... ไม่จริงน่า... สิ่งนั้นก็คือ เครื่องเกมแฟมิลี่ ที่น่าจะสูญพันธ์ไปจากโลกมนุษย์ตั้งแต่ เมื่อ 10 ปีที่แล้วได้
ประกอบกับ แมน.ยู เล่นคืนนั้นได้ชวนง่วงเหลือกำลัง เครื่องเกมแฟมิลี่ + ตลับเกม ซูเปอร์ 66 ใน 1 จึงได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ของมันเร็วกว่าที่คาดคิด เกมแรกที่เลือกเล่นคือ contra ที่พวกข้าพเจ้าตัดสินใจจะไม่กดสูตร 30 ตัว (ขี้นๆ ลงๆ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา เอ บี เอ บี select start ) เล่นตะลุยกันไปเรื่อยๆ เก็บปืน S, M, F, L, R แต่ละฉากที่ปรากฏสู่สายตา มันค่อยๆเรียกความทรงจำสมัยยังหนุ่มๆ ของข้าพเจ้าออกมาทีละน้อย ต่อด้วย Battle City เกมรถถังสุดคลาสสิก ที่ข้าพเจ้าเล่นคู่กับ เซียะ เกมนี้จะมันมากเวลาที่ต้องเล่นแบบแข่งกัน คือคอยแย่งดาว กับ อัพ แข่งกันว่าใครจะยิงรถถังได้มากกว่า แล้วก็แอบยิงกันเองให้อีกฝ่ายขยับไม่ได้ ซึ่งข้าพเจ้ามารู้ในภายหลังว่า เกม 2 เกมนี้ เป็นเกมแรกๆ ของโลกเลยที่สามารถทำให้ผู้เล่น 2 คน สามารถเล่นเกมพร้อมกันได้ โอววว...แม่เจ้า (จะรู้ไปทำไม)
สองเกมผ่านไป ข้าพเจ้าเริ่มรู้ตัวแล้วว่าคืนนี้ไม่ได้นอนแน่ๆ เพราะยังเหลืออีก 64 เกม ให้กดเข้าไปเล่น ไล่ตั้งแต่ กังฟู, ป๊อบอาย, ไอซ์ ไคลม์เบอร์, ทวิน บี, คาราเต้, คินนิขุแมน, นกเพนกวิน, ขับมอไซค์ผาดโผน และ บอลลูนไฟต์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยเกมกอล์ฟ ที่ข้าพเจ้ากับ เซียะ เสมอกันที่ 50 โอเวอร์พาร์ เมื่อจบ 18 หลุม ตอนตี 4
ข้าพเจ้ากลับจากหอไอ้แบงค์ตอน 6 โมงครึ่ง มาขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพตอน 7 โมง พร้อมกับอารมณ์โหยหาอดีตอย่างรุนแรง เป็นของแถมจาเมืองชล ด้วย
-คิดถึงเวลาเสียบเกม,ไม่ติด แล้วต้องยกตลับออกมาเป่า ปู้ด ๆ ๆ ๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันจะช่วยได้รึเปล่า
-การเล่นเกมแบบติดหนึบ ไม่กินข้าวกินปลา เพื่อนมารวมกันเป็นฝูง มักจะพบในเกมยาวๆ เช่น สึบาสะ, ร็อคแมน หรือ ดราก้อนบอล -ข้าพเจ้าเคยเล่นเกมที่บ้านจนทีวีระเบิด ดัง ปุ้ง ! หน้าจอดับลง พร้อมกับมีควันลอยออกมาจากทางหลังหน้าจอ ซึ่งต้องลงเอยด้วย -คิดถึงสมัยอยู่ปี 2 ข้าพเจ้าเคยนั่งรถเมล์จากมหาลัยไปเล่น CM ที่เกษตร จากสามทุ่ม ถึง เที่ยงวัน กับเซียะ+แบงค์ เนี่ยแหละ นั่งอยู่ -และก็คิดถึงบรรยากาศสมัยอยู่หอที่รังสิตกะไอ้พวกส้นตีนนรกแตกทั้งหลายมาก ที่มีโน้ตบุ๊คอยู่เครื่องนึงตั้งไว้ในห้องนอน โดดเรียน 09 agosto แรงบันดาลใจมองตาเธอจะเข้าใจ
ว่าในทุกครั้งที่มอง มีคำว่ารักเธอ
แค่อยากให้รู้ว่าเธอ
มีความหมายและสำคัญสำหรับฉัน
นี่คือเนื้อร้องของเพลง "แรงบันดาลใจ" ของ 2 คู่หูดูโอ อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล แร็ปเตอร์ จอนนี่แอนด์หลุยส์ จากอัลบั้ม Day Shock เมื่อปี 2539 ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้าพเจ้าจะได้เอา เพลงของแร็ปเตอร์มากระแทกเป็นชื่อหัวข้อถึง 2 เพลงซ้อน มันยอดมากจริงๆ
สวัสดีครับ พี่-น้อง
ในยามที่ไอเดียตีบตัน การทำอะไรต่างๆมันก็ดูช่างยากเย็น เช่นเดียวกับการอัพสเปซครั้งนี้ที่ข้าพเจ้าพยายามอัพแล้วอัพอีก อัพแล้วอัพอีก อัพแล้วอัพอีกมาหลายต่อหลายครั้ง ไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องที่ถูกเขียนขึ้นมาแล้วก็ลบทิ้งไป เนื่องจากทนความเพ้อเจ้อไร้แก่นสารของตัวอักษรที่ปรากฏตรงหน้าไม่ไหว เลยขอพักไว้ก่อนดีกว่า
จนมีรุ่นน้องของข้าพเจ้าคนหนึ่ง ขอใช้นามสมมุติว่า "กะติ" ละกัน จะได้ไม่เป็นการพาดพิงถึงน้องเค้ามากเกินไป กะติ(นามสมมุติ) ได้มาไถ่ถามถึงสเปซของข้าพเจ้าบ่อยครั้ง ราวกับเป็น บ.ก. มาทวงต้นฉบับจากนักเขียนนิยาย คือพอกะติ(นามสมมุติ) ทวงบ่อยๆเข้า ข้าพเจ้าก็เกิดความละอายใจ อยากอัพสเปซให้เสร็จเร็วๆ ทันใจของกะติ(นามสมมุติ) ที่รออยู่ แต่ทำยังไงก็ยังหาแรงบันดาลใจดีๆ มาเขียนเรียบเรียงเรื่องราวภายในหัวออกมาสู่ desktop ได้เสียที
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งเล่น msn อย่างเพลิดเพลินกลางดึกอันเงียบสงัด จู่ๆก็มีรุ่นน้องของข้าพเจ้าอีกคนหนึ่ง ขอเรียกเธอว่า เจ๊ (นามสมมุติ) เข้ามาทักข้าพเจ้าพร้อมกับเสียง ตื่อดือดึ๊ง !! ของ msn ว่า " พี่ก้องอ่านร่างรัฐธรรมนูญยังอ่ะ" ข้าพเจ้าถึงกับอึ้งแดกส์กับการทักทายกึ่งวิชาการของเจ๊(นามสมมุติ) ในครั้งนี้มากๆ มันเป็นคำถามที่ข้าพเจ้าไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะถูกถามบนหน้าจอ msn ข้าพเจ้าคุยกับเจ๊(นามสมมุติ) จบในคืนนั้นถึงได้รู้ว่า เจ๊(นามสมมุติ) อ่านร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไปแล้วถึง มาตราที่ ๘๘ เรื่องรัฐสภา และคาดว่าคงจะอ่านจนจบเล่มในอีกไม่นานนัก
ว่าแล้วข้าพเจ้าก็รีบไปค้นหา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ไม่รู้ว่าเอาไปเก็บไว้ตรงไหน สารภาพตามตรงว่ายังไม่ได้เปิดอ่านเลย เคยเอามาใช้ประโยชน์ด้วยการเอาไปตบลูกแมงสาบตัวเล็กๆ ตายไป 1 ตัว แค่นั้น ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็เป็นหนังสือเล่มบางๆ ธรรมดาๆ ขนาดพกพา หน้าปกสีเหลือง เอามาลองพลิกไปพลิกมาก็พบว่า หนังสือเล่มนี้มีความหนาเพียง 194 หน้า และเมื่อพลิกไปดูสารบัญ ก็ได้ความรู้ใหม่มาว่า รัฐธรรมนูญมีทั้งหมด ๑๕ หมวด และ ๓๐๙ มาตรา อืมม... พออ่านสารบัญจบ ข้าพเจ้าก็หลับไหลหมดสติไปในทันใด ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน นั่นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกงงชีวิตมากๆว่า เจ๊(นามสมมุติ) อ่านไปถึงมาตราที่ ๘๘ ได้ยังไง เพราะข้าพเจ้าแค่อ่านสารบัญ + คำนำ ก็ง่วงแล้ว
แต่ถึงยังไงข้าพเจ้าก็ให้สัญญาปากเปล่ากับตัวเองไว้ว่าก่อนวันที่ 19 สิงหานี้ข้าพเจ้าคงต้องทำหน้าที่ของพลเมืองไทยแลนด์ที่ดีด้วยการศึกษา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ลึกซึ้งกว่านี้ซักหน่อย ไม่งั้นมันรู้สึกเขินๆ ยังไงไม่รู้เวลาไปลงประชามติจริงๆ เมื่อตอนกลางวันข้าพเจ้าก็ได้เจริญรอยตามเจ๊ (นามสมมุติ) ด้วยการเอา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไปอ่านเล่นบนรถเมล์ด้วยเลย คนรอบข้างที่ได้พบเห็นแล้วคงได้แต่ตะลึงไปตามๆกัน
สุดท้ายนี้อยากจะกล่าวขอบพระคุณ กะติ(นามสมมุติจริงๆ) และเจ๊ (นามสมมุติจริงๆ) มากๆ ที่ช่วยมาเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ในการอัพสเปซของข้าพเจ้าครั้งนี้ หวังว่าคงจะได้กล่าวถึงอีกในโอกาสต่อไป
19 luglio คิดถึงเธอคิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ
มันเป็นอะไรที่พูดยาก ต้องให้เธอแก้
รู้ก็รู้ว่าชอบ แต่ใจมันพูดไม่ได้
แต่ถ้าเธอช่วยมันก็ง่าย อะไรก็คงไม่แย่
นี่คือเนื้อร้องของเพลง "คิดถึงเธอ" ของคู่สุดยอดดูโอของวงการเพลงไทยเดิม "แร็ปเตอร์ - จอนนี่แอนด์หลุยส์" นั่นเอง เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มแรกเลยตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ เมื่อปี 2536 เมื่อก่อนข้าพเจ้าฟังแล้วรู้สึกว่ามันยอดมาก ฟังไป ร้องตามไปด้วย ได้อารมณ์ซะไม่มี แต่พอกลับมาฟังในปัจจุบัน ไม่รู้ว่าสมัยก่อนทนฟังไปได้ยังไง มันร้องอะไรของมันฟระ ฟังม่ายรู้เรื่องเฟร้ย โอววว...
สวัสดีครับ พี่-น้อง
เมื่อวานเดินผ่านแผงหนังสือ พบนิตยสารเล่มหนึ่ง หน้าปกโดดเด่นเตะตาเข้าอย่างจังๆ นิตยสารเล่มนั้นก็คือ a day ฉบับที่ 83 หน้าปก ศิลปิน R.S. ยุครุ่งเรืองสุดขีด ประกอบไปด้วย เต๋า-สมชาย, หนุ่ม-ศรราม, นุ้ก-สุทธิดา, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, เจมส์-ข้าวมันไก่ทอด, ลิฟท์ กับ ออย (ไม่น้ำมัน), จอนนี่ แอนด์ หลุยส์ (โคตรเด็กทั้งคู่), โดม (ยังเป็นบอยแบนด์ปัญญาอ่อนอยู่) และ โจ-ต๊ะ-ดิ๊บ บอยสเกาต์ เป็นภาพที่ถ่ายตอนออกอัลบั้ม superteen เมื่อปี 1996 โน่น สมัยข้าพเจ้ายังหนุ่มๆอยู่เลย คลาสสิคจริงๆ เนื้อหา main course ของ a day เล่มนี้ ก็จะเกี่ยวกับ นักร้องของ R.S. ในยุคนั้นแบบเน้นๆ ข้าพเจ้าอ่านไปแล้วก็ถึงกับเคลิบเคลิ้ม พาจินตนาการล่องลอย ประตูลิ้นชักแห่งความทรงจำสมัยหนุ่มๆ ถูกเปิดออกแบบไม่รู้ตัว
1. ในห้องของข้าพเจ้าปัจจุบันมี CD เพลงของ ดัง พันกร, เสือ ธนพล, หิน เหล็ก ไฟ, ไอน้ำ, Acapella 7 และที่จะพลาดไปไม่ได้เลยนั่นก็คือ D2B ที่มีทั้ง CD และ VCD karaoke ส่วนเทปเก่าๆที่ฟังไม่ได้แล้วนี่ เก็บไว้ที่บ้านที่จันทบุรีบึมเลย 2. เพลงไม่อาจเปลี่ยนใจนี่ก็โดนสุดๆ เป็นเพลงที่เศร้ามากมาย ฮิตกัน ถล่มทลาย ทั่วบ้านทั่วเมือง ในมิวสิควีดีโอเพลงนี้ จะมีตอนที่เจมส์มันกระโดดเก็บผ้าเช็ดหน้าที่ปลิวไปติดอยู่บนต้นไม้ให้นางเอก กระโดดสุดแรงแค่ไหนก็เก็บไม่ถึงซักกะที แต่ถึงยังไงก็จะกระโดดต่อไปเรื่อยๆ 3. อยากรู้จังว่าถ้าเจมส์ โดม หรือ ลิฟต์กับออย มันจะเขินมั้ยเวลาที่ต้องใส่เสื้อผ้ามันๆ สีสะท้อนแสง แล้วต้องไปเต้นท่าข้าวมันไก่ทอด หรือ ท่าดูมั้ยดู เนี่ย
4. 5. สองอัลบั้มแรกของ ดัง พันกร นี่ ข้าพเจ้าว่าสุดยอดเลยอ่ะ เพลงเจ๋งๆ ร้องเป็นเกือบทุกเพลง แต่ทำไมปัจจุบัน มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย ไม่เข้าใจจริงๆ จ๊ากกกกกก... 6. ข้าพเจ้าชอบหนังเรื่องโลกทั้งใบให้นายคนเดียวมาก เต๋าในเรื่องนี่เท่สุดๆ มีฉากนึงที่ฝืนๆ ยิ้มให้นุ้กแล้วกลับหลังหันเดินหนีออกมาพร้อมกับใบหน้าเศร้าๆ แล้ว อรุณ ภาวิไล เดินเข้ามากอดนี่ถึงกับเป็น scence โดนใจกันเลยทีเดียว 7. เพลง ต่อหน้าฉัน เธอทำอย่างนั้นได้อย่างไร ห่า... ของ D2B นี่ มันเป็นอะไรที่เกินนิยามจริงๆ มันคิดได้ไงวะ ไอ้ตรง "ห่า..." เนี่ย สุดยอดมาก 8. คอนสิร์ต R.S. meeting นี่สนุกทุกครั้ง เป็นโชว์ที่ดีมาก ชอบๆ 9. เวลาไปร้องคาราโอเกะ อยากกดเพลง D2B, เจมส์ หรือ ไอน้ำ มาร้องมากเลย แต่กดทีไร โดนคนรอบข้างรุมประนามทุกที 10. ตกลง Bazoo นี่มันเคยออกเทปไปแล้วทั้งหมดกี่ชุด จำได้ว่ามีอยู่ช่วงนึง ออกปีละประมาณ 4 ชุดได้มั้ง เป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิคมาก ทำไปได แต่ข้าพเจ้าชอบอัลบั้มแรกมากนะ เจ๋งดี 11. เออ ... ไอ้เชน nice to meet you นี่มันหายไปไหนเนี่ย ไม่เจอตัวซักกะที ว่าจะไปขอลายเซ็น ซักกะหน่อย
ถึงปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ค่อยได้ติดตามเพลงจาก R.S. มากเหมือนเมื่อก่อน จะมีฟังบ้างก็เช่น โฟร์-มด, เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ แล้วก็แดน-บีม (สุดๆจิงๆ) แต่ช่วงชีวิตของข้าพเจ้าตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี่ มี R.S. เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำอยู่มากมายหลายตอนเลยแหละ เรียกว่าดนตรีอินโทรขึ้นปุ๊บก็ร้องต่อได้เลย หรือเห็นมิวสิควีดีโอเมื่อไหร่ก็แอบเต้นตามได้อยู่หลายเพลงแน่ๆ สุดๆจิงๆ
|
||||
|
|